Health 4 Senior

ไม่อยากเป็นหนี้วัยกลางคน จนล้มละลายวัยเกษียณ…ต้องอ่าน

‘ล้มละลาย’ เป็นคำที่หลายคนฟังแล้วรู้สึกหวาดหวั่น เพราะเป็นการประสบกับความล้มเหลวทางการเงินที่ดูน่ากลัว ยิ่งเมื่อเห็นภาพคนล้มละลายในละครโทรทัศน์ หรือแม้แต่ข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ ก็พานหดหู่ ตกใจ และเสียขวัญไปด้วย ยิ่งในช่วงบั้นปลายชีวิตซึ่งคนเราควรได้พักผ่อนด้วยแล้ว การล้มละลายในวัยสูงอายุยิ่งเป็นเรื่องน่ากลัวมากขึ้นไปอีก

 

บุคคลล้มละลาย

คำว่า ‘บุคคลล้มละลาย’ ในทางกฎหมายนั้น หมายถึงคนที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว และถูกเจ้าหนี้ฟ้องล้มละลายเนื่องจากการการที่ลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด หลายงวดเข้า ซึ่งในจุดนี้อาจผ่านกระบวนการประนีประนอมกันหลายครั้ง จนในที่สุดเจ้าหนี้ต้องฟ้องล้มละลาย เพื่อที่จะได้สิทธิในการเข้ามาจัดสรรทรัพย์สินของลูกหนี้ อย่างที่เราคุ้นเคยกันดีในหมวดของทรัพย์สินที่นำมาขายทอดตลาด ซึ่งเจ้าหนี้จะเข้ามาเป็นผู้รับประโยชน์ในส่วนนี้นั่นเอง เมื่อกลายเป็นบุคคลล้มละลายแล้ว จะต้องอยู่ในสถานะผู้ล้มละลายเป็นเวลาถึง 3 ปี และจะส่งผลดังต่อไปนี้

  • ไม่สามารถทำนิติกรรมหรือสัญญาใด ๆ ได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกรรมทางการเงินอย่างการเปิดบัญชีธนาคาร หรือดำรงตำแหน่งคณะกรรมการในบริษัท หรือห้างร้านใด ๆ
  • เมื่อจะเดินทางไปต่างประเทศ ต้องมีการนำส่งรายได้ 30 % ในการชำระหนี้ และต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สินก่อน จึงจะสามารถเดินทางไปต่างประเทศได้

จะเห็นได้ว่าการเป็นบุคคลล้มละลายนั้น มีข้อจำกัดในการดำเนินชีวิตหลายอย่าง ซึ่งถ้าหากเป็นไปได้คงไม่มีใครอยากเป็นบุคคลล้มละลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ใกล้เกษียณ หรือเกษียณอายุแล้วจะทำให้เกิดความเครียดและความกังวลใจอย่างมากทีเดียว ดังนั้นจึงต้องมีการวางแผนทางการเงินและการใช้ชีวิตให้ดีเพื่อที่จะได้ไม่ต้องกลายเป็นบุคคลล้มละลาย

 

ทำอย่างไร …ไม่ล้มละลาย

1. สร้างนิสัยทางการเงินที่เป็นระบบด้วยบัญชี

การทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ในแต่ละเดือนแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ แต่เชื่อหรือไม่….มีผู้พิสูจน์ด้วยตัวเองมามากแล้ว ว่านี่คือหนึ่งวิธีที่ได้ผลดีเยี่ยม เป็นก้าวแรกซึ่งปูไปสู่เส้นทางปรับเปลี่ยนนิสัยทางการเงิน ทำให้เราเห็นว่าที่จริงแล้วเราใช้เงินไปกับเรื่องอะไรบ้างในเดือนหนึ่ง ๆ เมื่อเราสามารถแยกแยะออกมาได้ชัดเจน เราสามารถปรับเปลี่ยนในสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างตรงจุด สมเหตุสมผล และเนื่องจากเป็นเรื่องที่เราตัดสินใจตัดหรืองดไปด้วยตัวเอง ดังนั้นความรู้สึกจึงแตกต่างจากการที่คนอื่นมาบอกให้ประหยัดเงิน ปัจจุบันนี้การทำรายรับรายจ่ายประจำเดือนไม่ยุ่งยาก เพราะมีโปรแกรมสำเร็จรูป และแอพลิเคชั่นมือถือที่ช่วยในการวางแผนการเงิน ทำให้การทำบัญชีเป็นไปได้อย่างสะดวกง่ายดายขึ้น

2. แยกบัญชีส่วนตัวและบัญชีธุรกิจออกจากกัน

หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า ‘ขายดีจนเจ๊ง’ เพราะไม่ได้ทำบัญชีค่าใช้จ่ายอย่างเป็นระบบ เมื่อได้เงินมาจากธุรกิจ ก็นำไปใช้ส่วนตัว หรือขยายกิจการต่อโดยลืมนึกถึงต้นทุน รวมถึงค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการ นานวันเข้าเมื่อใช้เงินเกินตัวไปเรื่อย ๆ ก็จะทำให้ไม่มีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอในการทำธุรกิจ ต้องกู้หนี้ยืมสินและอาจเป็นสาเหตุของหนี้ก้อนใหญ่ที่หามาใช้ไม่ทันจนถูกฟ้องล้มละลายได้ ดังนั้นเจ้าของธุรกิจทั้งหลาย ควรทำระบบให้เงินเดือนและเงินปันผลตัวเอง แยกออกจากกองทุนสำหรับใช้เป็นเงินหมุนเวียน ก็จะทำให้ทั้งชีวิต และกิจการดำเนินควบคู่กันไปได้

3. รูดเครดิตการ์ดเมื่อจำเป็นและจ่ายคืนเต็มจำนวนเสมอ

การใช้เครดิตการ์ดแม้จะสะดวกสบาย แต่หากใช้ไม่ถูกวิธีก็ส่งผลร้ายได้ ดังนั้นทุกครั้งที่รูดจ่าย ควรวางแผน อย่ารูดเพลินจนเกินตัวและจ่ายคืนเฉพาะขั้นต่ำตลอด อย่าแก้ปัญหาโดยใช้การ์ดหลายใบ กดเงินสดหมุนไปเรื่อย ๆ เพราะอัตราดอกเบี้ยที่โหดหินจะทำให้คุณช้ำใจทีหลังแน่นอน มีความเสี่ยงต่อการเป็นหนี้ก้อนโตสูงมาก จำไว้ว่ารูดเมื่อยามจำเป็น และจ่ายคืนเต็มจำนวนตรงเวลา เพื่อไม่ให้ต้องเสียดอกเบี้ยบัตรมากเกินไป

4. เมื่อจำเป็นต้องเป็นหนี้ ต้องคิดให้เป็น

การเป็นหนี้ที่หลีกเลี่ยงได้ยาก มักเกิดกับทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง เช่น กู้ซื้อบ้าน กู้ซื้อรถ กู้ยืมเพื่อขยายกิจการ ฯลฯ ควรวางแผนจัดการหนี้ให้เป็นระบบ จดรายการหนี้ทั้งหมดที่มีอยู่ เพื่อที่จะได้รู้ว่ามีหนี้อะไรบ้าง และจัดสรรการจ่ายหนี้ที่เหมาะสมและได้ประโยชน์มากที่สุด ยอดหนี้ทั้งหมดไม่ควรเกิน 1 ใน 3 ของรายรับต่อเดือน ศึกษาธนาคารหรือสถาบันทางการเงินที่ปล่อยกู้ให้เข้าใจ บางครั้งการรีไฟแนนซ์ 2-3 รอบ จะทำให้หนี้ของคุณมีความคุ้มค่ามากกว่า บางที่อาจมีดอกเบี้ยคงตัวในระยะเวลาไม่เท่ากัน หนี้ที่เกิดจากทรัพย์สินบางอย่างสามารถลดหย่อนภาษีได้ พยายามศึกษาเงื่อนไขเหล่านี้ให้ดี

 

อย่างไรก็ดี การวางแผนทางการเงินอย่างมีวิธีการ และเรียบร้อยเป็นระบบ เป็นวิธีที่ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดหนี้สะสม และเมื่อมีหนี้แล้ว ก็ต้องวางแผนชำระเงินหลังจากนั้นเช่นเดียวกัน เพื่อป้องกันไม่ให้หนี้สูงท่วมหัวจนจ่ายไม่ไหว ดังนั้นไม่ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ ควรมีสติ และค้นคว้าหาความรู้ ควบคู่กับการตัดสินใจ เพียงเท่านี้การเงินของคุณของสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น ไม่เกิดปัญหาง่าย ๆ แน่นอน

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

บทความที่เกี่ยวข้อง

แสดงความคิดเห็น